ปีใหม่เที่ยวไหนดี 10 สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต

cover-1

กราบสวัสดีผู้ที่หลงรักการเดินทางและการท่องเที่ยวทุกท่านด้วยนะครับ ในวันนี้ผมจะพาทุกคนไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เรียกได้ว่า สวยงามติดอันดับโลกจนอยากจะโยกย้ายร่างกายหยิบกระเป๋ามาสะพายและพุ่งไปที่นั่นทันที ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า 10 สถานที่ที่ผมคัดมาในบทความนี้นั้น ไม่ได้เป็นการจัดอันดับแต่อย่างใดแต่อยากให้แต่ละที่มันไปอยู่ในใจทุกท่านก็พอ จะมีที่ไหนบ้างแล้วมันจะสวยงามน่าไปขนาดไหนถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยคร้าบ

1. Reine หมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ที่สุด @Norway

reine-norway-1
Cr. colbybrownphotography.com

เมื่อพูดถึงนอร์เวย์ หลายคนอาจจะคิดถึงเมืองใหญ่ๆ เช่น เมืองออสโลหรือเมืองทรอมโซ แต่วันนี้ผมจะพาทุกคนออกนอกเมืองไปเที่ยวหมู่บ้าน Reine หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุดและสวยงามที่สุดของประเทศนอร์เวย์กัน ในสมัยก่อนผู้คนออกล่าสัตว์เป็นอาหารเพื่อดำรงชีวิต เมื่อก้าวสู่ยุคใหม่มีการคิดค้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมากมายจนวิถีแบบดั้งเดิมเริ่มสูญหายไป แต่ยังมีประเทศใกล้ขั้วโลกเหนือที่อาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคนยังรักษาสืบทอดความสวยงามของธรรมชาติเอาไว้ได้จนกระทั่งได้รับการโหวตว่าเป็นหมู่บ้านชาวประมงแสนโรแมนติกสวยที่สุดในนอร์เวย์ อย่าง Reine

reine-norway-2
Cr. matiash.com

หมู่บ้านชาวประมง Reine เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะโลโฟเทน (Lofoten) ในมณฑลนูร์ลันด์ อาณาเขตของหมู่บ้านตั้งอยู่เหนือเส้นอาร์คติกเซอร์เคิลบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือ ตั้งอยู่ห่างจากออสโล เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ไปทางตอนเหนือ 1,300 กิโลเมตร หมู่บ้านถูกล้อมรอบด้วยฟยอร์ดและเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี และถึงแม้จะอยู่เหนือเส้นอาร์คติกเซอร์เคิล แต่ภูมิอากาศของหมู่บ้านแห่งนี้ก็ไม่ได้หนาวจัดเหมือนที่อื่นๆ และยังสามารถชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนได้ในฤดูร้อน

เพราะเป็นพิกัดที่ได้รับอิทธิพลลมร้อนจากอ่าวเม็กซิโกและมีกระแสน้ำอุ่นไหลผ่านหมู่เกาะที่ตั้งของหมู่บ้าน ทำให้ Reine มีอากาศเย็นสบายตลอดปี แม้ในฤดูหนาวก็จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า -5 องศาเซลเซียส ในขณะที่ฤดูร้อนก็ยังคงมีอากาศเย็นสบายอุณหภูมิเฉลี่ยไม่สูงกว่า 15 องศา นับได้ว่าเป็นสถานที่ที่สามารถมาท่องเที่ยวได้ตลอดปีเลยทีเดียว ความสวยงามของที่นี่เป็นความสวยงามที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู

reine-norway-6
Cr. 1zoom.me
reine-norway-4
Cr. videoblocks.com

ความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์คือไฮไลท์ของที่นี่นั่นเอง ถึงแม้ว่าหมู่เกาะโลโฟเทนจะมีหมู่บ้านตั้งอยู่มากมาย แต่ Reine ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดในนอร์เวย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความสวยงามที่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาและฟยอร์ด สถาปัตยกรรมบ้านไม้ชาวประมงที่สร้างขึ้นในรูปแบบเดียวกันดูน่ารักและเป็นระเบียบ ทาสีสันสดใสตัดกับสีฟ้าครามของน้ำทะเล บรรยากาศที่มีความเงียบสงบเป็นส่วนตัวเนื่องจากจำนวนประชากรที่มีเพียงประมาณ 300 คนเท่านั้น!

reine-norway-5
Cr. trover.com
reine-norway-9
Cr. pinterest.com

วิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะแห่งนี้เลี้ยงชีพด้วยการจับปลาค็อด แล้วนำมาตากแห้งบนราวเป็นแผงรอบเกาะเก็บไว้รับประทานในฤดูหนาว มีกิจกรรมให้เลือกทำหลายอย่าง ทั้งพายเรือแคนู สัมผัสความงดงามของหมู่บ้าน ล่องเรือชมวิวฟยอร์ดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งบนที่ราบหุบเขาที่มีชั้นหินแข็งโดยรอบ หรือใครอยากสัมผัสบรรยากาศแบบพาโนราม่าแนะนำให้มาปีนเขา Reinebrigen ที่มีความสูงถึง 488 เมตร ขึ้นมารับลมเย็นปะทะหน้าชื่นชมภาพหมู่บ้านในมุมสูงที่เห็นวิวทิวทัศน์รอบทิศทางจนทำให้คุณอยากจะหยุดเวลาไว้ ณ ตรงนี้ให้นานที่สุด

reine-norway-3
Cr. awesomevideoshp.com
reine-norway-7
Cr. reddit.com

ขอบคุณข้อมูลจาก : TTM พาเที่ยว, Expedia TH, Sanook.com

2. เกาะกลางทะเลสาบเมืองเบลด (Bled) @Slovenia

lake-bled-1
Cr. pinterest.com

ถ้าพูดถึงประเทศสโลวิเนีย พวกเรานึกถึงอะไรกันครับ? ประเทศสโลวิเนียหรือสาธารณรัฐสโลวีเนีย (Slovenia) อาจเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยมากนัก และเพิ่งก่อตั้งเป็นประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2534 หลังได้รับเอกราชจากการล่มสลายของราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย และเริ่มเปิดประเทศกว้างขึ้นเมื่อเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 สโลวีเนียเป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้ประเทศอื่นๆเลยทีเดียว หนึ่งในนั้นก็คือ “ทะเลสาบเมืองเบลด”

lake-bled-2
Cr. andystravelblog

เมืองเบลด (Bled) เป็นเมืองที่รู้จักกันในเรื่องของวานิลลาและครีม หรือที่เรียกกันว่า kremna rezina อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพอันแสนโรแมนติก จนได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นเมืองที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของสโลวีเนีย ตัวเมืองถูกล้อมรอบด้วยภูเขาที่สวยดั่งภาพวาด เมือง Bled ถูกพบเมือปี 1004 โดยจักรวรรดิ์โรมันและองค์จักรพรรดิได้ทรงเปรียบเมืองแห่งนี้ว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุด และยกให้เป็นของขวัญแก่ บิช้อปแห่ง Brixen ตัวปราสาทของเมือง Bled ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ ยิ่งทำให้ดูเหมือนปราสาทในเทพนิยายเข้าไปใหญ่ ในปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัย 5,000 คน และได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีแหล่งสปาที่สวยที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง การท่องเที่ยวในเมืองเบลดนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย เนื่องจากเป็นเมืองขนาดเล็กที่สามารถเดินเท้าเที่ยวได้อย่างสบาย

lake-bled-3
Cr. 1photo1day
lake-bled-4
Cr. kongres-magazine.eu

ทะเลสาบเบลด (Lake Bled) ทะเลสาบสุดแสนโรแมนติกท่ามกลางหุบเขาจูเลียนแอลป์ (Julian Alps) ทะเลสาบเบลดเกิดจากการละลายตัวของธารน้ำแข็งจากภูเขาจูเลียนแอลป์ จนเกิดเป็นทะเลสาบกว้าง 1380 เมตร ยาว 2120 เมตรและลึก 30 เมตร สามารถเช่าเรือไปยังเกาะกลางทะเลสาบซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์พระแม่มารี (Assumption of Mary) หรือโบสถ์อัสสัมชัน (Assumption of Mary Pilgrimage Church) สร้างในศตวรรษที่ 11 ในศิลปะแบบบาโรก ซึ่งมีการประดับตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่มีการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วยังมีอาคารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์ที่ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับงานแต่งงานตามประเพณี

lake-bled-5
Cr. newmarketholidays

จุดเด่นและความสวยงามของทะเลสาบเบลดคือมีเกาะอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์พระแม่มารีย์ของเหล่านักแสวงบุญ โดยผู้มาเยือนสามารถเข้าชมโบสถ์และหอคอยกลางทะเลสาบเบลดได้ ด้วยการว่าจ้างเรือไม้โบราณจากท่าเรือจะต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก 99 ขั้น ซึ่งที่นี่มีประเพณีท้องถิ่นสโลวีเนี่ยนเชื่อกันว่า คู่สมรสใหม่ให้ฝ่ายชายอุ้มฝ่ายหญิงปีนบันได 99 ขั้นนี้ และฝ่ายหญิงจะต้องไม่ส่งเสียงดังใดๆ จะทำให้ชีวิตสมรสจะรักกันยืนยาว ส่วนที่โบสถ์กลางน้ำยังมีกระดิ่งที่เชื่อกันว่าใครได้ไปสั่นแล้วจะโชคดีอีกด้วย

lake-bled-6
Cr. ajdas blog

ขอบคุณข้อมูลจาก : Expedia TH, pentorexchange

3. ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) เมืองริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก @Austria

hallstatt-1
Cr. 1zoom.me

ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบฮัลล์สตัทท์ ตั้งอยู่ในเมือง Salzkammergut ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่พักตากอากาศที่ดีที่สุดในออสเตรีย และเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก สวยจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997 ภาพของหมู่บ้านที่มีเทือกเขาเป็นองค์ประกอบอยู่ด้านหลังที่งดงามราวกับภาพวาด คือภาพที่ได้ถูกเผยแพร่มากที่สุดของประเทศออสเตรีย

hallstatt-2
Cr. en.wikipedia.org

ฮัลล์สตัท มีชนพื้นเมืองเก่าแก่ของภูมิภาคยุโรป โดยมีการขุดค้นพบหลุมศพ เครื่องไม้เครื่องมือ เสื้อผ้า และร่องรอยของการอยู่อาศัย ย้อนเวลาไปได้ถึง 800-450 ปีก่อนคริสตกาล อันเป็นยุคที่นักโบราณคดีเรียกว่า ต้นยุคเหล็ก (Early lron Age) ซึ่งมนุษย์เริ่มสามารถนำแร่เหล็กในธรรมชาติมาแปรรูป สร้างสรรค์เครื่องทุ่นแรงในชีวิตได้แล้ว ทว่าสิ่งที่ช่วยให้ฮัลล์สตัทเติบโตแบบกว้าวกระโดดจนกลายเป็นขุมทางค้าขายในตอนกลายของออสเตรียได้ก็คือ การค้นพบ “เกลือภูเขา” จนเกิดเหมืองเกลือขนาดใหญ่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับชุมชนโดยรอบ

hallstatt-3
Cr. ayewanderful.com
hallstatt-4
Cr. bettyonthego.com

ถึงขนาดมีการสร้างท่อส่งเกลือด้วยไม้ซุงขุดให้ภายในกลวง นำมาต่อกันคล้ายท่อส่งน้ำโบราณอายุกว่า 400 ปี โดยใช้ไม้ซุงชุดกลวงเรียงต่อกันมากถึง 13,000 ต้น! กาลได้ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน การที่เป็นเมืองในโอบล้อมขุนเขาเข้าถึงได้ยากด้วยถนนเมืองนี้จึงเหมือนถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลาโดยปริยาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะยังคงบรรยากาศของอดีตไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่อยู่ตามไหล่เขา และบ้านเรือนลอยน้ำริมทะเลสาบ

จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเมืองชนบทเล็กที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสาบและเทือกเขาที่สูงเด่น จึงทำให้ ฮัลล์สตัทท์ เกือบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกในสมัยก่อน และทำให้ผู้คนในดินแดนนี้ มีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากผู้คนที่อื่นๆ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมายังหมู่บ้านฮัลล์สตัทท์ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในแต่ละฤดูกาลก็มีความสวยงามที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ไล่เฉดตั้งแต่เขียว เหลือง ส้ม แดง ไปทั่วทั้งภูเขาและหมู่บ้าน หรือจะเป็นฤดูหนาวที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วภูเขา ที่สำคัญนักท่องเที่ยวยังนิยมมาเล่นสกีกันอีกด้วย หรือใครอยากจะพักผ่อนชิลๆ ด้วยการเดินกินลมชมวิวรอบหมู่บ้านก็เป็นไอเดียที่ดีเช่นกัน

hallstatt-5
Cr. marymaddierose.com

จุดเด่นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยของเมืองริมทะเลสาบสีน้ำเงินนี้ก็คือ เทือกเขาหิมะสูงตระหง่านล้อมรอบทะเลสาบสีฟ้าใสเอาไว้อย่างสนิทแนบ โดยมีเมืองเล็กๆตั้งอยู่ทางฟากตะวันตกของ ทะเลสาบฮัลล์สตัทเทอร์ (Hallstatter See) โดยคำว่า See ในภาษาออสเตรียก็หมายถึง ทะเลสาบ นั่นเอง ตัวเมืองเก่าแก่มีสถาปัตยกรรมยุโรปยุคโบราณ โบสถ์ยอดแหลมแบบโกธิกพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งหมดสะท้อนลงเป็นภาพเสมือนจริง ในทะเลสาบนิ่งสงบอย่างลงตัว มีป่าสนแน่นขนัดอยู่ตามลาดไหล่เขาข้างๆ

อีกทั้งบรรยากาศก็สงบเงียบ เนิบช้าปราศจากแสงสีและความอึกทึกใดๆ อดีตเมืองนี้เข้าถึงได้ด้วยเรือเท่านั้น เพิ่งมีการสร้างถนนเข้าไปถึงเมื่อปี ค.ศ.1890 จากทางฟากตะวันตกของทะเลสาบนั้นเองส่วนทุกวันนี้ถ้าใครนั่งรถไฟ สถานีก็ยังอยู่ที่อีกฝั่งของเมืองต้องลงเรือต่อเข้าไปอยู่ดี นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การปีนเขา ล่องเรือในทะเลสาบ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ หรือการทัวร์หมู่บ้านโดยมีเจ้าถิ่นเป็นไกด์นำทาง

hallstatt-6
Cr. andystravelblog

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook.com, Wonderfulpackage, Global Union Express

4. อุทยานแห่งชาติพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park) @Croatia

plitvice-lakes-national-park-1
Cr. croadria-mare.com

อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park) ตั้งอยู่ที่เมืองลิก้า (Lika) ในดินแดนทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป ประเทศโครเอเชีย เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลบนหินปูนผ่านแม่น้ำโครานา (Korana) ทำให้เกิดทะเลสาบ 20 แห่งไหลผ่านหินปูนและหินชอล์ก ระหว่างทะเลสาบมีน้ำตกหลายแห่งและชั้นหลากหลายที่ชวนมหัศจรรย์ ซึ่งแต่ละชั้นยังมีความงดงามของธรรมชาติที่สวยงามจนสามารถสะกดสายตาของผู้ที่มาเยี่ยมชมได้อย่างอยู่หมัด

อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 29,482 เฮคเตอร์ พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำมีทะเลสาบสีเขียวมรกตและสีฟ้าเทอร์ควอยซ์แวววาว ความมหัศจรรย์ของสายน้ำ ต้นกำเนิดมาภูเขามาลา คาเปลา ที่กัดเซาะชั้นหินปูนและก้อนหินโดโลไมท์เป็นระยะเวลานานหลายพันปี เกิดการขยายตัวของคราบหินปูนทีละเล็กทีละน้อย มันจะค่อยๆโตประมาณปีละ 1 เซนติเมตร ทำให้เกิดการเปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองไปเรื่อยตามการทับถมของหินคาร์บอเนต

plitvice-lakes-national-park-2
Cr. brightside.me

ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ตั้งอยู่ท่ามกลาง 3 เทือกเขา ทั้งเทือกเขา “Pljesevica”, “Mala Kapela” และ “Medvedak” ที่โอบล้อมทะเลสาบแห่งนี้ไว้ โดยทะเลสาบมีลักษณะทอดตัวยาวไปตามแนวร่องระหว่างเทือกเขา และมีเขื่อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติขวางกันทะเลสาบเป็นช่วงๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากพวกมอส สาหร่าย และแบคทีเรีย ที่ก่อตัวเป็นเปลือกแข็งห่อหุ้มสลับกันไปเป็นชั้นๆ แถมยังมีน้ำตก “เวลิกิ สแล็พ” (Veliki Slap) น้ำตกที่ใหญ่และสูงกว่า 70 เมตร ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

นักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่าทะเลสาบพลิทวิเซ่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว เมื่อโลกยังอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็งตอนปลาย (The Lasrt inter-glacial period) น้ำแข็งบางส่วนที่ละลายได้ไหลซึมผ่านชั้นหินใต้ดินไปจนถึงชั้นหินปูน น้ำที่ซึมผ่านชั้นดินเหนียวและทรายจนกระทั่งซึมต่อไปไม่ได้แล้ว จึงเกิดแรงดันพุ่งขึ้นสู่ผิวชั้นบนกลายเป็นบ่อน้ำพุ ต่อมากลายเป็นแม่น้ำที่เรียกกันว่า Black River ( Crna Rijeka) และ White River ( Bijela Rijeka) เมื่อไหลมารวมกันในบริเวณที่มากขึ้นเรื่อยๆก็จะล้นทะลักไหลออกไปตามซอกเขา หุบเหว และ ช่องเขาดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

plitvice-lakes-national-park-3
Cr. adriaticdmc.hr
plitvice-lakes-national-park-4
Cr. kompas-travel.com

จุดเด่นของพลิทวิเซ่คือ “ทะเลสาบ” ที่มีอยู่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด ทะเลสาบทุกแห่งต่อเชื่อมกันและเนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาที่มีระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน ทะเลสาบย่อยๆจึงวางตัวลดหลั่นกันตามไหล่เขา น้ำที่ไหลไปมาผ่านทะเลสาบจึงกลายเป็นน้ำตกน้อยใหญ่ที่สวยงามมาก สีของน้ำในทะเลสาบแต่ละแห่งยังแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ช่วงฤดูและช่วงเวลาในแต่ละวัน ทั้งสีเขียว ฟ้า คราม เทา สะท้อนแร่ธาตุและสิ่งมีชีวิตภายในลำน้ำแต่ละช่วง

พลิทวิเซ่เป็นอุทยานที่มาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และบรรยากาศจะแตกต่างกันไปตามช่วงฤดู โดยฤดูร้อนของฝรั่งจะมีนักท่องเที่ยวมากที่สุด แต่ฤดูหนาวหรือฤดูใบไม้ร่วงก็มีจุดเด่นไม่แพ้กัน ถ้าไปจังหวะที่อากาศหนาวมากๆ เราจะเห็นทั้งหิมะและน้ำตกกลายเป็นน้ำแข็งสวยงามไม่แพ้ช่วงอื่น นอกจากความสวยงามตามธรรมชาติแล้วนั้น ทะเลสาบพลิทวิเซ่แห่งนี้ ยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิเช่น หมีสีน้ำตาล นกอินทรี และนกชนิดอื่นๆ อีกกว่า 140 สายพันธุ์ ซึ่งเหตุนี้เอง จึงทำให้องค์การ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1979 อีกด้วย

plitvice-lakes-national-park-5
Cr. raftrek.com
plitvice-lakes-national-park-6
Cr. telegraph

ขอบคุณข้อมูลจาก : Eliteholidaythailand, 2baht.com, bloggang.com

5. แลปแลนด์ (Lapland) กับตำนานซานตาคลอส @Finland

lapland-1
Cr. visitrovaniemi.fi

แลปแลนด์ (Lapland) ดินแดนต้นกำเนิดซานตาคลอส สวยสะพรึงอย่างกะดึงออกมาจากนิยาย เชื่อว่าที่นี่คงเป็นหนึ่งดินแดนในฝันของใครหลายๆคน เรียกว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่ควรจะได้ไปฟินก่อนตายกันเลยทีเดียว งั้นเราไปเริ่มดูกันดีกว่าว่าทำไม.. ที่นี่ถึงเป็นสถานที่ที่ใครๆก็อยากไป

แลปแลนด์คืออะไร? แลปแลนด์เป็นพื้นที่ครอบคลุมดินแดนดั้งเดิมตอนเหนือของฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน รวมถึงบางส่วนของประเทศรัสเซีย อยู่เหนือเส้นขั้วโลกเหนือ (Arctic Circle) ที่ถูกกำหนดไว้ที่ละติจูด 66 องศาเหนือ ดินแดนแถบนี้อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนืออากาศหนาวเหน็บแทบตลอดทั้งปี จัดว่าเป็นภูมิประเทศที่มีอากาศสุดขั้ว ทรัพยากรทางอาหารมีจำกัดยากต่อการอยู่อาศัย แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าดินแดนแห่งนี้มีอารยธรรมมายาวนานถึง 5,000 ปี

lapland-2
Cr. finduslost.com

ชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยในแถบนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่าเป็นชาวซามิ (Sami) ที่ตั้งรกรากและสืบเชื้ออสายมาจนถึงทุกวันนี้ ชาวซามิมีวัฒนธรรมและภาษาเป็นของตัวเอง มีเหล่ากวางเป็นตัวช่วยทุกอย่างในการดำเนินชีวิต คือเป็นทั้งพาหนะ อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม และจากข้อมูลของวิกิพีเดียปัจจุบันเชื่อว่ามีประชากรเชื้อสายซามิอยู่ราว 160,000 คนทั่วโลก

lapland-3
Cr. wikipedia

ประเทศฟินแลนด์เป็นต้นกำเนิดของลุงอ้วนใจดีชื่อ Santa Claus และที่นี่ เมืองโรวาเนียอามิ (Rovaniemi) ก็เป็นบ้านเกิดและที่อยู่ของซานตาคลอสอย่างเป็นทางการ ฉะนั้น ที่เที่ยวยอดนิยมของที่นี่จึงหนีไม่พ้น Santa Claus Village ที่มีลานสนุกกับหิมะ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ฟาร์มน้องหมาฮัสกี้ ฟาร์มพี่กวางเรนเดียร์ พร้อมกิจกรรมต่างๆ และมีลุงซานต้าตัวจริงเสียงจริงให้ถ่ายรูปและอวยพร

lapland-4
Cr. levi.fi
lapland-5
Cr. northernlightsvillage.com

ซานตาคลอสไม่ใช่แค่ความเชื่อไร้เดียงสาสำหรับคนที่นี่ แต่เป็นตำนานที่มีความหมายสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวแลปแลนด์มาอย่างยาวนาน เมืองนี้ไม่ได้มีของดีแค่ Santa Claus Village แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์ชื่อดังอย่างอาร์ติคุม (Artikum) แค่สถาปัตยกรรมของตัวอาคารก็ขั้นเทพแล้ว ภายในยังอัดแน่นไปด้วยข้อมูลน่าสนใจให้ได้ทำความรู้จักกับแลปแลนด์ และวัฒนธรรมขาวซามิ (Sami) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลปรากฏการณ์แสงเหนือ วีถีชีวิตและธรรมชาติของชาวขั้วโลกเหนืออีกด้วย

lapland-6
Cr. travelmodus.com
lapland-7
Cr. visitrovaniemi.fi

ขอบคุณข้อมูลจาก : jkamolmas.wordpress.com, travel.mthai.com

6. เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomites Mountains) หนึ่งในเทือกเขาที่สวยงามที่สุดในโลก @Italy

dolomite-mountains-1
Cr. escappa.com

คำว่า Dolomite อ่านได้หลายแบบโดยส่วนใหญ่ก็จะอ่านกันแบบภาษาอังกฤษก็จะอ่านว่า “โดโลไมท์” แต่จริงๆแล้วคนอิตาลีจะอ่านว่า “โดโลมิติ” ซึ่งบางทีก็จะถูกสะกดเป็นคำว่า Dolomiti ด้วยซ้ำไป และถ้าเกิดไปถามคนเยอรมันเขาก็จะอ่านว่า “โดโลมิท” สรุปคือจะอ่านว่า โดโลไมท์ โดโลมิติ โดโลมิท ก็ถูกหมดเลยแล้วแต่ตามสะดวก ก็ถ้าอยากอ่านแบบ Original อิตาเลียนสไตล์ เท่ห์ๆคูลๆก็เรียกไปเลยว่า โดโลมิติ ^^

dolomite-mountains-2
Cr. wallpapersite.com

“เทือกเขาโดโลไมท์” (Dolomites Mountains)  ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลีเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ในทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีชายแดนติดกับประเทศออสเตรีย พื้นที่มากกว่า 140,000 เฮกตาร์ มีทัศนียภาพสวยงาม มีความหลากหลายของชนิดของหินต่างๆ เป็นแหล่งอนุรักษ์ฟอสซิลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO โดยเป็นหนึ่งในเทือกเขาที่สวยที่สุดในโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างกันในทุกฤดูกาล เปรียบเสมือนดังหญิงสาวสวยที่ไม่ว่าจะสวมอาภรณ์ใดก็งดงาม

เทือกเขาโดโลไมท์ ครอบคลุมอาณาบริเวณของแคว้น ทิโรลใต้ (Tirol South) และ แคว้นเวเนโต้ (Veneto) เป็นเทือกเขาได้ชื่อว่าเป็นแนวเขาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยลักษณะของยอดเขาต่างๆที่แทงยอดสูงเสียดฟ้า มีทัศนียภาพงดงาม จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอิตาลี โดยช่วงฤดูหนาว เหล่าสกีรีสอร์ทต่างเปิดรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเทือกเขาแห่งนี้ ส่วนช่วงฤดูร้อน ที่นี่จะมีทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้สีสวยปรากฏตลอดช่วงเทือกเขา

dolomite-mountains-3
Cr. bbc.com

บริเวณหลักๆของ Dolomite จะแบ่งเป็นสองด้านคือด้านตะวันตกและตะวันออก ทางตะวันตกจะมีเมืองชื่อ Ortisei เมืองเล็กๆสวยงามราวบ้านตุ๊กตาด้วยสีสันพาสเทล พร้อมศิลปะและวัฒนธรรมอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี อยู่กลางหุบเขา Val Gardena สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,300 เมตร ใกล้เขตออสเตรียจึงได้รับอิทธิพลมาพอสมควร Ortisei เป็นจุดหลักในการเดินทางเนื่องจากใกล้กระเช้า Funivie ortisei ดูวิวมุมสูงชมบรรยากาศสุดอลังการของวิวภูเขาสุดลูกหูลูกตา ด้านบนจะเป็นลักษณะทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ปูพรมไปด้วยใบไม้สีส้มตัดทุ่งหญ้าสุดสายตา มีกลุ่มยอดเขา Sussolungo ยืนเด่นและเป็น Landmark ของแถบนี้

dolomite-mountains-4
Cr. zastavki.com

ส่วนทางตะวันออกจะมีเมืองที่ชื่อว่า Cortina d’Ampezzo เรียกสั้นๆว่า Cortina เมืองเล็กๆที่แฝงไปด้วยเสน่ห์ และครั้งหนึ่งเมืองนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่แข่งกีฬาโอลิมปิกหน้าหนาวเมื่อปี 1956 รายล้อมไปด้วยเทือกเขาสูงตระการตา และเมืองนี้ยังได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน Alpine Sku World Championships of 2021 อีกด้วย ภูเขาหลักของฝั่งตะวันออกก็คือ Tre Cime ซึ่งเป็นภูเขาสามยอดนั่นเอง

dolomite-mountains-5
Cr. evojets.com

อีกหนึ่งจุดที่น่าไปคือ ทะเลสาบเบรียส (Lake Braies) ทะเลสาบสีเขียวมรกตตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ มีอีกชื่อว่า Prager Wildsee ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ที่ UNESCO จัดให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ทะเลสาบ Braies ติดอันดับทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก ด้วยสีเขียวมรกตใสราวกับกระจก พร้อมทั้งรายล้อมไปด้วยพืชพันธุ์เขียวชอุ่มและต้นสนที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยความตราตรึงใจของธรรมชาติที่นี่ และฉากหลังของภูเขาหินปูนที่สูงเสียดฟ้า ทำให้ทะเลสาบ Braies ถูกขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งโดโลไมท์”

dolomite-mountains-6
Cr. reddit.com

ขอบคุณข้อมูลจาก : instyletravels.com, govivigo.com, piriyaphoto.com, worldexplorer.co.th

7. เมืองเซโกเบีย (Segovia) กับปราสาทต้นแบบดิสนีย์ @Spain

segovia-1
Cr. reddit.com

เมืองเซโกเบีย (Segovia) เมืองมรดกโลกแห่งแคว้นคาสตีลและเลออนของประเทศสเปน ก็ถือว่าเป็นอีกเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจไม่แพ้เมืองอื่นๆ โดยเมืองเซโกเบีย นั้นเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญมากมาย ได้แก่ มหาวิหาร สะพานส่งน้ำโรมันที่มีชื่อเสียง ปราสาท และโบสถ์หลายแห่งที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ เช่น ซานเอสเตบัน ซานมาร์ติน และซานมียาน นอกจากนั้นคุณอาจแวะไปชม เขตเมืองเก่าล้อมรอบด้วยกำแพงที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 (บนฐานที่มั่นของโรมัน) และได้รับการบูรณะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเป็นแหล่งมรดกโลกตามการประกาศจากองค์การ UNESCO

segovia-2
Cr. govisity.com
segovia-3
Cr. spainlifeexclusive.com

สถานที่ที่ดูจะเป็นไฮไลท์ของเมืองอันดับแรกก็คงจะเป็น สะพานส่งน้ำโบราณ (roman Aqueduct of Segovia) สะพานที่เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้มากที่สุดโดยถูกสร้างขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 โดยชาวโรมันขณะที่กำลังขยายอำนาจในคาบสมุทรไอบีเรียเพื่อนำน้ำจาก แม่น้ำฟรีโอ (Río Frío) ซึ่งห่างออกไปประมาณ 18 กิโลเมตรเข้าสู่ตัวเมืองซึ่งต้องยกระดับตัวสะพานขึ้นในช่วง 1 กิโลเมตรสุดท้ายจากภูเขากวาดาร์รามาถึงกำแพงเมืองเก่า มีจำนวนโค้งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ 165 ช่วง และสูงถึง 29 เมตร ซึ่งใช้งานได้จริงถึงศตวรรษที่ 20 นับเป็นสิ่งก่อสร้างโรมันที่ใหญ่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสเปน

segovia-5
Cr. thetravelcrowd.com

สถานที่ต่อมาที่จะต้องทึ่งกับความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรม คือ ปราสาทแห่งเซโกเบีย หรือ ปราสาทอัลคาซาร์ (Alcázar of Segovia) และเป็นปราสาทต้นแบบของปราสาทเจ้าหญิงนิทราในดีสนีย์แลนด์อีกด้วย เพราะความสวยสง่างามที่มองเห็นได้จากภายนอก ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงที่แม่น้ำสองสาย ไหลมาบรรจบกัน ปราสาทแห่งนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 13 แล้วได้รับการต่อเติมในศตวรรษที่ 15 และ 16 มีลักษณะเหมาะแก่การตั้งรับข้าศึกในอดีต เพราะมีทั้งช่องขนาดใหญ่ใช้สําหรับติดตั้งอาวุธ และมีช่องสําหรับเทน้ำเดือดเพื่อทําลายกองทัพข้าศึกที่เข้าประชิดกําแพงเมือง

segovia-6
Cr. blogspot.com

ภายในปราสาทได้จัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์สําหรับแสดงของมีค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ห้องใต้หลังคาเป็นที่แสดงแสนยานุภาพของอาวุธในสมัยกลางรวมถึงเครื่องใช้ในอดีต ต่อมาปี ค.ศ.1975 UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนให้เมืองเซโกเบียเป็นมรดกโลกทางศิลปะวัฒนธรรม นอกจากนี้ภายในตัวเมืองเซโกเบีย ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกหลายๆแห่ง บางคนอาจใช้เวลาหลายวันจนกว่าจะเที่ยวเมืองได้อย่างทั่วถึง หากคุณต้องการสัมผัสความเป็นโรมันแน่นอนว่า เซโกเบีย น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ควรมาเยือนอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaifly.com, themomentum, travelismylifeblog

8. ภูเขาคีร์กจูเฟล (Kirkjufell) กับแสงเหนือสุดโรแมนติก @Iceland

kirkjufell-1
Cr. funiceland.is

ถ้าพูดถึงประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่ถ่ายทำหนังแล้วคงหนีไม่พ้นประเทศที่มีชื่อว่า “ไอซ์แลนด์” ซึ่งรู้หรือไม่ว่าประเทศไอซ์แลนด์เป็นแผ่นดินที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก! คือเพิ่งก่อตัวเมื่อราว 25 ล้านปีก่อนนี่เอง แต่ด้วยความหนาวเหน็บและตั้งอยู่สันโดษแยกห่างจากแผ่นดินอื่น ทำให้ไอซ์แลนด์ยังคงความบริสุทธิ์ไว้ได้ราวกับเป็นดินแดนดึกดำบรรพ์ที่ถูก ‘ฟรีซ’ ไว้ตลอดกาล ประเทศนี้มีขนาดเล็กกว่าอังกฤษเล็กน้อย แต่มีประชากรทั้งประเทศเพียงสามแสนกว่าคนเท่านั้นเอง!

kirkjufell-2
Cr. worldtravelguide.net

ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาที่สุดในโลก ทั้งทุ่งหญ้าเขียวขจี ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่และทุ่งลาวาสีดำ ทำให้ไอซ์แลนด์เป็นประเทศในฝันของนักเดินทางทั่วโลกที่มองหาเส้นทางที่แปลกใหม่ ตื่นเต้นและน่าประทับใจ แม้ว่าดูแล้วคงไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าจะเดินทางไปเที่ยวไอซ์แลนด์เพราะต้องเตรียมตัวหลายอย่างและค่าใช้จ่ายคงไม่ใช่น้อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่าไอซ์แลนด์เคยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่เที่ยวแล้วคุ้มค่าเงินที่สุดอันดับหนึ่งมาแล้ว และหนึ่งในสถานที่ที่ต้องไปดูให้ได้ก่อนตายก็คือ “ภูเขาคีร์กจูเฟล (Kirkjufell)

คีร์กจูเฟล (Kirkjufell) เรียกเป็นภาษาอังกฤษคือ Church Mountain หรือ “ภูเขาโบสถ์” ว่ากันว่ามีที่มาจากรูปร่างของภูเขาซึ่งคล้ายคลึงกับโบสถ์ บ้างก็ว่าคล้ายหมวกของแม่มด หากมองใกล้ๆ จะเห็นว่าตัวภูเขาจะมีลักษณะเป็นชั้นๆ ต่างสีกัน ชั้นล่างสุดจะเป็นฟอสซิล ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดตั้งแต่ยุคน้ำแข็งเป็นล้านปีมาแล้ว ส่วนชั้นบนซึ่งเป็นหินลาวา เกิดในช่วงที่ยุคน้ำแข็งเริ่มอุ่นขึ้นและมีอายุหินน้อยกว่าชั้นล่าง

kirkjufell-3
Cr. funiceland.is
kirkjufell-4
Cr. funiceland.is

ภูเขาแห่งนี้เป็นภูเขาสูง 463 เมตร ตั้งอยู่เพียงหนึ่งเดียว เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดของไอซ์แลนด์ ใกล้ๆกันมีน้ำตก Kirkjufellsfoss นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะถ่ายภาพสวยๆ ของน้ำตกที่มีฉากหลังเป็นภูเขา นอกจากนี้ นักปีนเขาที่มีประสบการณ์นิยมมาปืนขึ้นไปชมความงามบนยอดเขา โดยยอดเขาทางด้านทิศใต้จะชันน้อยกว่าทางทิศเหนือ ส่วนหากมองจากทางทิศตะวันตกจะไม่เห็นเป็นยอดแหลมๆ เหมือนตอนที่มองจากทางทิศใต้ แต่จะเห็นเป็นลักษณะหัวตัด

kirkjufell-5
Cr. funiceland.is

คีร์กจูเฟล เป็นสถานที่ที่มีความงดงามตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงใด โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่จะมองเห็น “ภูเขาหมวกแม่มด” แห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะเป็นสีขาวโพลน สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยว Kirkjufell คือ โบสถ์ Grundarfjörður เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ.1961 โบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้าง 5 ปี สถาปนิกที่ออกแบบคือ HalldórHalldórsson ผู้ซึ่งได้ออกแบบโบสถ์ Dalvik รวมถึงโบสถ์อื่นๆอีกหลายแห่ง ไฟติดผนังถูกออกแบบให้คล้ายกับประภาคารบนบกหรือไฟบนเรือ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสถานที่เก็บรักษา Guðbrand’s Bible (The Gudbrand Bible) พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในไอซ์แลนด์ที่ตีพิมพ์ในประเทศไอซ์แลนด์โดยชาวไอซ์แลนด์ พระคัมภีร์นี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาษาไอซ์แลนด์ เนื่องจากเนื้อหาการอ่านทางศาสนาส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้ถูกจารึกด้วยภาษาเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์สูญเสียภาษาเดิม เนื่องจากขาดคำที่พิมพ์ออกมาในภาษาของตนเองในช่วงศตวรรษที่ 16 นั่นเอง

kirkjufell-6
Cr. myvisiticeland.is

ขอบคุณข้อมูลจาก : palanla.com, thairath, govivigo.com

9. เกาะท้องฟ้าสร้างหนังดัง Isle of Skye @Scotland

isle-of-skye-1
Cr. visitscotland.com

Isle of Skye หรือเกาะสกาย เป็นเกาะใหญ่ทางตะวันตกสุดของสก๊อตแลนด์ มีภูมิทัศน์เป็นส่วนหนึ่งของเขตไฮแลนด์ของสก๊อดแลนด์ที่จะเต็มไปด้วยโตรกผาและแห้งแล้ง อันเป็นภูมิประเทศแบบพิเศษทางตะวันตกของทั้งอังกฤษ และทั้งเกือบครึ่งประเทศของสก๊อดแลนด์ก็ว่าได้ แม้จะดูแห้งแล้งมีทะเลสาบและโตรกผาภายใน ดูแล้วเป็นดินแดนที่น่ากลัว แต่ที่เกาะสกายนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกาะที่สวยที่สุดของบริเตนเลยทีเดียว ลักษณะภูมิประเทศใกล้เคียงที่ไอซ์แลนด์และแถววินเดอร์เมียร์ของอังกฤษ จึงไม่แปลกเลยว่าที่นี่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังดังอย่าง Harry Potter หรือแม้แต่ Star Wars

คำว่า “Skye” นั้นมีความสอดคล้องกับภาษาไวกิ้งของพวกนอร์สที่มาปกครองดินแดนนี้หลังพวกโรมัน มีความหมายว่า “เกาะแห่งเมฆ” ดังนั้น Skye จึงมีความสัมพันธ์กับท้องฟ้าและเมฆ ใครจะคิดว่าเป็นเกาะท้องฟ้าก็คงไม่ผิดเพราะที่นี่มีแต่เมฆหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลาเลยก็ว่าได้

isle-of-skye-2
Cr. wanderlust.co.uk
isle-of-skye-3
Cr. reddit.com

เกาะสกาย เป็นเกาะใหญ่อันดับสองของสกอตแลนด์ จะเป็นรองก็แต่ Lewis and Harris ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเท่านั้น มีเมืองพอร์ทรี (Potree) เป็นเมืองหลวงของเกาะ นอกจากนี้ก็ยังมีเมืองอุก (Uig) ที่เป็นท่าเรือเฟอรรี่เชื่อมต่อกับเมืองอื่นๆ หรือเมือง Kyleakin เมืองหน้าด่านที่ทุกคนต้องนั่งเรือเฟอรรี่มาลงที่เมืองนี้ก่อนจะมีการสร้างสะพานเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดว่าสกอตแลนด์นั้นเป็นประเทศที่มีแต่แผ่นดินใหญ่ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ประเทศนี้ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายตามขอบชายฝั่งทวีป ดังนั้นเมื่อยุคไวกิ้งเรืองอำนาจ คือประมาณปีศตวรรษที่ 8-11 สกอตแลนด์ซึ่งยังคงไม่ได้เป็นประเทศอย่างเช่นในปัจจุบัน จึงถูกครอบครองโดยชาวไวกิ้งที่ล่องเรือลงมาจากทางเหนือ

isle-of-skye-4
Cr. morrisoncarrental.com

เกาะสกาย เป็นเกาะที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะเมื่อศตวรรษที่ 12 หลังสิ้นสุดยุคไวกิ้งดินแดนทางตอนเหนือไล่ลงไปจนถึงเกาะอังกฤษนั้นจะมีการปกครองแบบพวกใครพวกมันหรือที่เรียกกันว่า Clan แต่ละกลุ่มก๊วนก็จะมีหัวหน้ากลุ่มที่เข้มแข็งเป็นผู้ปกครอง ถึงแม้ว่าจะมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองประเทศสูงสุดก็ตาม แต่อำนาจของกษัตริย์นั้นก็ยังต้องพึ่งพาบรรดาหัวหน้ากลุ่มต่างๆเป็นมือเป็นเท้าในการดูแลความสงบสุขของประชาชน

การปกครองบนเกาะนี้มีกลุ่มที่มีอำนาจปกครองอยู่สองกลุ่มคือ Clan MacLeod และ Clan Donald หัวหน้าของทั้งสองนั้นเป็นเพื่อนรักกันมา จึงถ้อยทีถ้อยอาศัยแบ่งปันอำนาจคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งมาถึงศตวรรษที่ 18 ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันก็ต้องสิ้นสุดลงเพราะเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสกอตแลนด์นั่นก็คือ Jacobite Risings หรือการก่อกบฏเพื่อแย่งชิงราชบัลลังของกษัตริย์ James VII of Scotland

isle-of-skye-5
Cr. wikipedia

เกาะสกาย ถือว่าเป็นเกาะที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เป็นสถานที่ซึ่งไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงหากมาเที่ยวสกอตแลนด์แต่ไม่ได้มาเยือนเกาะแห่งนี้ คุณจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแน่นอน เพราะมันเป็นเสมือนแลนด์มาร์กสำคัญด้านสถานที่ท่องเที่ยวของสกอตแลนด์ อีกทั้งความงดงามของมันยังเหมือนดินแดนในเทพนิยาย ทั้งภูเขา สายน้ำ และหมู่บ้านที่ถูกห้อมล้อมด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติก นอกจากจะเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังเหมาะเป็นสถานที่สำหรับจัดงานวิวาห์หรือขอสาวแต่งงานอีกด้วย

isle-of-skye-6
Cr. visitscotland.com

ขอบคุณข้อมูลจาก : pentorexchange, knightraiderblog, JeDI PiDUAi

10. ปาตาโกเนีย (Patagonia) ดินแดนสวยงามสุดขอบโลก @Argentina & Chile

patagonia-1
Cr. rei.com

ที่ปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้หรือที่เรียกกันว่าปลายสุดขอบโลก ยังมีดินแดนที่สวยงามและมีวิวที่สวยงามแปลกตารวมเอาทั้งดอกไม้ ทุ่งหญ้า ธารน้ำแข็ง ป่าเขียว ทะเลสาบ ภูเขา ทะเล และสัตว์ป่ามากมาย รวมอยู่ไว้ในพื้นที่เดียวที่เรียกว่า “ปาตาโกเนีย (Patagonia)” ตั้งอยู่ปลายใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาบริเวณประมาณ 1,043,076 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 1,999,540 คน

เขตตะวันตกอยู่ติดกับเทือกเขาแอนดีสและมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประกอบไปด้วยภูเขาสูงปกคลุมด้วยป่าไม้ และทะเลสาบ มีธารน้ำแข็งกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ ส่วนเขตตะวันออกอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ทั้งนี้ พื้นที่ของปาตาโกเนียครอบคลุมระหว่างอาร์เจนตินากับชิลี และมีเทือกเขาแอนดีสเป็นปราการสำคัญ สำหรับชื่อเรียก ปาตาโกเนีย (Patagonia) มีที่มาจากนักเดินเรือสำรวจชาวสเปนเชื้อชาติโปรตุเกส เฟอร์ดินันท์ มาเกยัน เขาพบเจอดินแดนสวรรค์แห่งนี้จากการออกเดินทางสำรวจโลก และสร้างสรรค์ชื่อเรียกให้มันว่า Patagonia

patagonia-2
Cr. rei.com
patagonia-3
Cr. rei.com

จุดท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ ธารน้ำแข็งเปริโต้ โมเรโน (Perito Moreno) ประเทศอาร์เจนติน่า เป็นธารน้ำแข็งแสนสวยที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติลอส กลาซิอาเรส (Los Glaciares) ประเทศอาร์เจนติน่า ซึ่งสามารถเลือกเส้นทางในการเยี่ยมชมได้หลากหลาย ทั้งการล่องเรือโดยสารแบบชิลล์ๆ เดินบนเส้นทางเดินเท้าสู่ยอดธารน้ำแข็ง หรือจะยืนชมจากจุดชมวิวในอุทยานเพื่อรอการหล่นของก้อนน้ำแข็งเสียงดังกระหึ่ม ไม่ว่าจะทางไหนก็รับรองว่าน่าตื่นตาตื่นใจพอๆกัน

patagonia-4
Cr. rostad.com

อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน (Torres del Paine National Park) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศชิลีตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแบ็คแพ็คเกอร์ที่รักการผจญภัยและการปีนเขา ด้วยเส้นทางที่ใช้เวลา 8-10 วัน ผ่านทิวทัศน์ที่หลากหลาย ทั้งธารน้ำแข็ง ทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง และภูเขาหินแกรนิตสูงชันแปลกตา ให้ความรู้สึกเหมือนได้พิชิตทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ในทริปเดียว

patagonia-5
Cr. wildernesstravel.com

แหลมฮอร์น (Cape Horn) ส่วนใต้สุดของเกาะเตียร์ราเดลฟวยโก (Tierra del Fuego) ในประเทศชิลี เป็นที่รู้จักกันในฉายา The end of the world ที่นี่จะมอบกิจกรรมท่องเที่ยวสุดท้าทายให้กับขาเที่ยวได้เลือกอย่างเพลิดเพลิน ที่นี่เป็นบ้านของสัตว์ทะเลมากมาย ทั้งปลาวาฬเพชรฆาต นกนางนวล สิงโตทะเล และปลาโลมา ท่ามกลางทะเลที่ขึ้นชื่อว่ามีกระแสน้ำโหดร้ายในอันดับต้นๆของโลก หากมาที่นี่แนะนำกันว่าให้ซื้อทัวร์ล่องเรือสำราญที่แล่นอ้อมแหลมเพื่อที่จะได้ชมความงามได้แบบรอบด้านและปลอดภัย

patagonia-6
Cr. hipwallpaper.com

ถึงอเมริกาใต้จะไกลไปนิดแต่ก็ไม่ไกลเกินความพยายามของคนชอบเที่ยวที่อยากไปค้นหาบรรยากาศใหม่ ๆ เติมพลังให้กับชีวิต ขอแค่ไม่ลืมวางผนอย่างชาญฉลาด รอบคอบ ทุกการเดินทางก็จะเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก : gettgo.com, kapook.com, mthai.com

patagonia-7
Cr. webjet.com.au
ก็จบลงไปกันแล้วนะครับกับ 10 สถานที่น่าไปเที่ยวและสวยจนอยากหยุดหายใจ เรียกได้ว่าแต่ละที่ก็มีความสวยงามตามสไตล์แตกต่างกันไปหวังว่าจะชอบกันนะครับ และก็ขอขอบคุณข้อมูลดีๆและรูปสวยๆจากแหล่งข้อมูลแต่ละที่ด้วยนะครับ ที่สำคัญขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านกันด้วยนะครับ ถ้าเห็นว่าบทความนี้ดีมีประโยชน์ก็อย่าลืมนำไปแบ่งปันให้เพื่อนๆกันนะครับ ครั้งหน้าจะเป็นบทความเรื่องอะไรติดตามกันได้ใหม่ สวัสดีและขอบคุณครับ
InTrendMall
ยังไม่มีสินค้าในตะกร้า